ปักกิ่ง, 12 เมษายน 2569 /PRNewswire/ — CGTN ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการพบปะกันระหว่าง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และเจิ้ง ลี่เหวิน (Cheng Li-wun) ประธานพรรคก๊กมินตั๋งจีน (KMT) บทความนี้ได้อธิบายอย่างลึกซึ้งถึงความสำคัญของการพบปะครั้งนี้ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองพรรคและสองฝั่งของช่องแคบไต้หวัน บทความนี้เน้นย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศหรือบริบทความเป็นไปในช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด แนวโน้มหลักในภาพรวมสู่การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนก็จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นำพาให้ชาวจีนทั้งสองฟากฝั่งมุ่งสู่ความเป็นหนึ่งเดียวก็จะยังคงสืบเนื่องไม่แปรเปลี่ยน
ในระหว่างการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรคและข้ามฟากช่องแคบไต้หวัน สี จิ้นผิง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ได้พบปะกับเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋งจีน (KMT) ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเช้าวันศุกร์
คำว่า “มาตุภูมิร่วม” “ครอบครัวเดียวกัน” และ “สันติภาพ” เป็นส่วนหนึ่งของถ้อยคำที่ถูกเน้นย้ำบ่อยครั้งโดยผู้นำของทั้งสองพรรคตลอดการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนของทั้งสองฟากฝั่งช่องแคบไต้หวันล้วนเป็นชาวจีนและเป็นครอบครัวเดียวกัน ทั้งยังมีความมุ่งหวังร่วมกันต่อสันติภาพและความสงบสุข ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
“นี่ถือเป็นความรับผิดชอบที่ทั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋งไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือละเลยหน้าที่ได้ และยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทั้งสองพรรคทำงานร่วมกันด้วย” สี จิ้นผิง กล่าว
เจิ้ง ลี่เหวิน ได้รับเชิญจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสี จิ้นผิง และเป็นประธานพรรคก๊กมินตั๋งคนแรกในรอบทศวรรษที่นำคณะผู้แทนเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ โดยคณะผู้แทนได้เดินทางไปยังมณฑลเจียงซูและนครเซี่ยงไฮ้ก่อนเดินทางมายังกรุงปักกิ่ง
การสร้างอนาคตที่สดใสให้กับความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบ
ระหว่างการพบปะ สี จิ้นผิง ได้เสนอข้อเสนอ 4 ประการ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ โดยได้เรียกร้องให้กระชับสายสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยการยึดมั่นในความเข้าใจด้านอัตลักษณ์ที่ถูกต้อง ร่วมกันพิทักษ์มาตุภูมิร่วมผ่านการพัฒนาอย่างสันติ ส่งเสริมความผาสุกของประชาชนด้วยการแลกเปลี่ยนและการบูรณาการ ตลอดจนผนึกกำลังกันเพื่อบรรลุการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติ
สี จิ้นผิง ย้ำว่า ประเด็นหลักของการปกป้องมาตุภูมิร่วมอยู่ที่การยอมรับว่าทั้งสองฟากฝั่งช่องแคบเป็นส่วนหนึ่งของจีนเดียว
โดยตลอดปีที่ผ่านมา พี่น้องร่วมชาติทั้งสองฝั่งของช่องแคบต่างยืนหยัดคัดค้านลัทธิแบ่งแยก “เอกราชไต้หวัน” และการแทรกแซงจากภายนอก พร้อมทั้งร่วมผนึกกำลังอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติ และผลักดันการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนให้ก้าวหน้า
ทั้งนี้ จีนแผ่นดินใหญ่ได้ออกมาตรการหลายประการเพื่อมุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมของประชาชนทั้งสองฟากฝั่งช่องแคบ รวมถึงการเปิดตัวแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้สาธารณชนสามารถแจ้งเบาะแสการกระทำที่เลวร้ายของกลุ่มผู้สนับสนุน “เอกราชไต้หวัน” และผู้สมรู้ร่วมคิดในการข่มเหงพี่น้องชาวไต้หวัน
ในขณะเดียวกัน เสียงจากภายในไต้หวันเองก็แสดงการต่อต้านแนวคิดแบ่งแยกและการแทรกแซงจากภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีประชาชนออกมาเดินชุมนุมเรียกร้องการพัฒนาอย่างสันติและเสถียรภาพ
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการกระชับความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การประชุมประจำปี 2568 ของ Cross-Strait CEO Summit ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 800 คนจากจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน เพื่อร่วมกันหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรม นวัตกรรม และความร่วมมือข้ามช่องแคบ โดยทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางอุตสาหกรรม เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเชิงลึก และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ด้วยอานิสงส์จากมาตรการสนับสนุนหลายประการ อาทิ การยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้พำนักอยู่ในไต้หวันที่ยื่นขอใบอนุญาตเดินทางเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่เป็นครั้งแรก และการขยายจุดออกใบอนุญาตสำหรับประชาชนที่พำนักในไต้หวันเพิ่มเป็น 100 แห่ง ส่งผลให้จำนวนการเดินทางข้ามช่องแคบในปี 2568 สูงเกิน 5 ล้านครั้ง นับเป็นระดับสูงสุดในรอบหกปี
เจิ้งได้เน้นย้ำว่าประชาชนทั้งสองฝั่งของช่องแคบไต้หวันล้วนเป็นชาวจีนและเป็นครอบครัวเดียวกัน และได้เรียกร้องให้ร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติ สร้างอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น และเดินหน้าสู่การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน
การยึดมั่นในฉันทมติปี 2535
ระหว่างการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันถึงความสำคัญของการยึดมั่นในพื้นฐานทางการเมืองร่วม คือการยึดถือฉันทมติปี 2535 และคัดค้านแนวคิด “เอกราชไต้หวัน”
ตามที่ได้อธิบายไว้ในการหารือ ฉันทมติดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าทั้งสองฝั่งของช่องแคบไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนเดียว และควรร่วมมือกันเพื่อมุ่งสู่การรวมชาติ
ความสำคัญของฉันทมตินี้อยู่ที่การกำหนดลักษณะพื้นฐานของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ กล่าวคือ มิใช่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ และไม่ได้หมายถึง “จีนสองประเทศ” หรือ “หนึ่งจีน หนึ่งไต้หวัน” หากแต่เป็นกรอบที่วางรากฐานทางการเมืองให้แก่การเจรจาและความร่วมมือ พร้อมทั้งธำรงไว้ซึ่งความเป็นไปได้ของการพัฒนาอย่างสันติ
Xu Xiaoquan นักวิจัยจากสถาบันศึกษาประเด็นไต้หวันแห่งสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีน ระบุว่า การเดินทางเยือนของเจิ้งสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่เด่นชัดของพี่น้องชาวไต้หวันที่ต้องการขยายการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างกันให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เขายังเห็นว่า แนวโน้มสู่การพัฒนาอย่างสันติและการรวมชาติในที่สุดนั้น สอดคล้องกับกระแสประวัติศาสตร์และความรู้สึกของสาธารณชนในวงกว้าง โดยชี้ว่าการเจรจาบนพื้นฐานของหลักการร่วมกันยังคงเป็นหนทางที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้มากที่สุด
“เรายินดีรับทุกข้อเสนอที่เอื้อต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติ และจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถเพื่อผลักดันทุกความพยายามที่สนับสนุนการพัฒนาดังกล่าว” สี จิ้นผิง กล่าว และเสริมว่าแนวคิด “เอกราชไต้หวัน” เป็นตัวการหลักที่บั่นทอนสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน พร้อมยืนยันว่า “เราไม่อาจยอมรับหรืออดทนต่อเรื่องนี้ได้”
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาคลิก:
https://news.cgtn.com/news/2026-04-10/One-family-Xi-stresses-keeping-cross-Strait-future-in-Chinese-hands-1MemjuedzKo/p.html