ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของอีเซาเต้มีมติอนุมัติงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ทำรายได้รวม 231.3 ล้านยูโร (+5.3%) และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นแตะ 4 ล้านยูโร

รายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 9.4 ล้านยูโร (+2.9%) โดยมีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 32.2 ล้านยูโร

ยอดสั่งซื้อเครื่องสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กและเครื่องอัลตราซาวด์เพิ่มขึ้น 19%

อีเซาเต้ทำธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งในตลาดโลก (70%) เติบโตเป็นพิเศษในอเมริกาเหนือ จีน และยุโรปตะวันตก โดยมีอิตาลีเป็นตลาดหลัก

จำนวนบุคลากรและการลงทุนวิจัยและพัฒนาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของอีเซาเต้ (Esaote S.p.A.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2565 ที่เมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ได้มีมติอนุมัติงบการเงินของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564

ตัวเลขรายได้รวมของอีเซาเต้ในปีการเงิน 2564 บ่งชี้ว่า บริษัทมีรายได้จากยอดขายสุทธิ 231.3 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 5.3% จากปี 2563 ส่วนรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 9.4 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 2.9% เทียบรายปี ขณะที่กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 4 ล้านยูโร (เมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 1 ล้านยูโร)

“2564 ก็เป็นอีกปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับทางกลุ่มบริษัท ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างน่าประทับใจในตลาดโลก ทั้งยังได้ลงทุนเพิ่มจนเติบโตเป็นอย่างดี และเมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เกิดการแพร่ระบาดจนบีบให้เราต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่แล้ว การเติบโตในปี 2564 ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งในแง่ของธุรกิจและภูมิศาสตร์” ฟรังโก ฟอนตานา (Franco Fontana) ซีอีโอของอีเซาเต้ กล่าว “เราได้เสริมความเข้มแข็งให้กับการดำเนินงานของเราในอุตสาหกรรมภาพวินิจฉัย ด้วยการขยับขยายและปรับปรุงผลงานของเรา ตามกลยุทธ์ในการมุ่งเจาะตลาดที่มีศักยภาพสูงและเดินหน้าส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา โดยในปี 2564 นั้น เราได้ลงทุนไปกว่า 28 ล้านยูโรในการวิจัยและพัฒนา เพิ่มขึ้น 10% เทียบรายปี ส่วนยอดสั่งซื้อก็เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเรามาถูกทางแล้ว”

ในภาคระบบอัลตราซาวด์นั้น บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดโลก โดยจุดสำคัญอยู่ที่ผลการดำเนินงานที่ดีของอีเซาเต้ในตลาดโลก อันเป็นผลจากการเปิดตัวเครื่องสแกนอัลตราซาวด์เคลื่อนที่รองรับตลาดระดับกลางถึงสูงรุ่นใหม่เมื่อปีที่แล้ว

รายได้จากธุรกิจเทคโนโลยีสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กเพิ่มขึ้นถึง 39.8% อันเป็นผลจากการที่ตลาดฟื้นตัวหลังโรคระบาด แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผลจากขีดความสามารถของอีเซาเต้ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยกย่องในเรื่องความเป็นเลิศของภาพในการใช้งานเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูก โดยใช้พลังงานน้อยมาก ตอบโจทย์ความต้องการในการดูแลสุขภาพทั่วโลก นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการที่อีเซาเต้เปิดตัวเครื่องสแกนคลื่นแม่เหล็กแบบทั้งตัวด้วย ซึ่งได้รับการรับรอง EC MDR เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ส่วนธุรกิจซอฟต์แวร์ภาพวินิจฉัยมีรายได้เพิ่มขึ้น 5.5% โดยมีสาเหตุหลัก ๆ จากความสำเร็จในโครงการวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ ยังได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลที่มุ่งวางระบบอัตโนมัติในขั้นตอนการทำงานตามโรงพยาบาล การเก็บภาพทางดิจิทัล ไปจนถึงการให้คำปรึกษาและให้บริการการแพทย์ทางไกล ขณะที่ยอดขายจากการให้บริการทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6.3%

บริษัททำยอดขายในตลาดต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของยอดขายทั้งหมด นำโดยยุโรปตะวันตก (19.6%), อเมริกาเหนือ (14%) และจีน (13%) โดยอิตาลีขึ้นแท่นตลาดหลักของอีเซาเต้ ขณะที่ตลาดเอเชียแปซิฟิก ลาตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก และตะวันออกกลาง ก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

นับจนถึงปลายปี 2564 อีเซาเต้มีพนักงาน 1 ,270 คน ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในอิตาลี บริษัทได้จ้างงานเพิ่มกว่า 100 ตำแหน่งจากปีก่อนหน้า เพื่อปรับเปลี่ยนสัดส่วนบุคลากรตามช่วงวัยและสาขาอาชีพ โดยเน้นแผนกวิจัยและพัฒนา แผนกขาย และแผนกการตลาดเป็นพิเศษ ซึ่งบุคลากรใหม่นั้นมีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 35 ปี และ 50% ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง โดยในปี 2564 อีเซาเต้ได้เปิดตัว Academy (e-Generation) แห่งแรก ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ทำกับมหาวิทยาลัยเจนัวและสถาบันอุดมศึกษา 7 แห่งในแคว้นทัสกานี มุ่งเจาะกลุ่มบัณฑิตในสาขาสะเต็ม (STEM) และหลังจากที่ได้คัดเลือกอย่างเข้มข้น บริษัทก็ได้ว่าจ้างบุคลากรคนเก่งเพิ่ม 21 รายในแผนก R&S, เทคโนโลยีสารสนเทศ และการตลาดสากล

รูปภาพ – https://mma.prnewswire.com/media/1807469/Esaote_Franco_Fontana.jpg
โลโก้ – https://mma.prnewswire.com/media/1793998/Esaote_Logo.jpg

2.jpg