Skip to content
Home » Tech » RayNeo เปิดตัวแว่น AR เรือธง GT Max ยกระดับประสบการณ์ภาพยนตร์ด้วย Dolby Vision

RayNeo เปิดตัวแว่น AR เรือธง GT Max ยกระดับประสบการณ์ภาพยนตร์ด้วย Dolby Vision

RayNeo GT Max

RayNeo แบรนด์ AR ชั้นนำจากจีน เตรียมเขย่าวงการแว่นตา Augmented Reality (AR) อีกครั้ง ด้วยการประกาศเปิดตัวซีรีส์เรือธงใหม่ล่าสุด “GT Series” โดยมีรุ่นแรกคือ RayNeo GT Max ที่จะเข้ามาปฏิวัติประสบการณ์การรับชมสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคอภาพยนตร์และผู้ที่ต้องการคุณภาพระดับมืออาชีพ แตกต่างจากรุ่น Air ที่เน้นความเบาสำหรับการใช้งานทั่วไป RayNeo GT Max ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การรับชมที่เหนือชั้นเทียบเท่าระดับโรงภาพยนตร์ ซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้

RayNeo GT Max: แว่น AR เรือธงที่เน้นประสบการณ์ระดับมืออาชีพ

RayNeo GT Max ไม่ได้เป็นเพียงแว่น AR ทั่วไป แต่ RayNeo ตั้งใจให้เป็นอุปกรณ์ระดับพรีเมียมที่เน้นการมอบประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์และสื่อในระดับ “คุณภาพเดียวกับภาพยนตร์และโทรทัศน์มืออาชีพ” ความโดดเด่นของซีรีส์นี้คือการอัปเกรดระบบแสดงผลครั้งใหญ่ที่น่าประทับใจ

  • มุมมองภาพ (Field of View) ที่กว้างขึ้น: โดยปกติแล้ว แว่น AR สำหรับการรับชมภาพยนตร์มักจะมีมุมมองภาพอยู่ที่ประมาณ 45 องศา แต่ RayNeo GT Max ได้เพิ่มมุมมองภาพให้กว้างขึ้นเป็น 59 องศา มอบประสบการณ์ที่สมจริงยิ่งขึ้น
  • Peacock Optical Engine 3.0 Max: เทคโนโลยี Optical Engine ที่พัฒนาขึ้นเอง พร้อมด้วยโมดูลแสงปริซึมไฮบริดใหม่ ช่วยสร้างประสบการณ์เสมือนจริงให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังรับชมหน้าจอขนาด 267 นิ้ว จากระยะห่าง 6 เมตร
  • จอแสดงผล Micro-OLED และชิป Vision 4000: ใช้จอ Micro-OLED เจเนอเรชันใหม่ และมีชิปประมวลผลคุณภาพของภาพโดยเฉพาะชื่อ Vision 4000 ซึ่งออกแบบมาเพื่อปรับปรุงความแม่นยำของสีและการประมวลผลภาพสำหรับการเล่นวิดีโอโดยเฉพาะ

ครั้งแรกของแว่น AR กับ Dolby Vision และระบบเสียง Bang & Olufsen

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ RayNeo GT Max เหนือกว่าคู่แข่งคือความร่วมมือกับ Dolby Laboratories โดยเมื่อจับคู่กับ RayNeo Magic Box 2 Dolby Vision Edition แว่น GT Series จะกลายเป็นชุดแว่น AR ชุดแรกที่รองรับการเล่น Dolby Vision ซึ่งจะช่วยให้คอนทราสต์และประสิทธิภาพของแสงที่ได้ใกล้เคียงกับประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์อย่างแท้จริง

ไม่เพียงแค่ภาพ แต่ RayNeo ยังใส่ใจเรื่องเสียง โดยร่วมมือกับ Bang & Olufsen บริษัทเครื่องเสียงชื่อดังจากเดนมาร์ก เพื่อปรับแต่งระบบเสียงใน GT Series แว่นรุ่นนี้มาพร้อมกับลำโพงแบบ Quad-speaker ที่มีระบบเสียง Spatial Audio ในตัว และการติดตามการเคลื่อนไหวศีรษะแบบ 360 องศา มอบประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำรอบทิศทาง

สถาปัตยกรรมแบบ Dual-core และฟีเจอร์ Spatial Computing อัจฉริยะ

RayNeo GT Max ยังมาพร้อมสถาปัตยกรรมระบบแบบ Dual-core นอกจากชิปประมวลผลภาพแล้ว ยังมีชิปประมวลผลเชิงพื้นที่ (Spatial Computing) แบบกำหนดเองที่เรียกว่า Zone 360 ซึ่งรองรับการลอยตัวเชิงพื้นที่แบบ 3DoF (Degrees of Freedom) และโหมดการรับชมที่หลากหลาย เช่น โหมดติดตาม (follow mode), โหมดตรึงภาพ (fixed mode) และระบบป้องกันภาพสั่นไหว

แม้จะอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งมุมมองภาพที่กว้างขึ้น ระบบเสียงเชิงพื้นที่ และสถาปัตยกรรมแบบ Dual-chip แต่ RayNeo GT Max ยังคงมีน้ำหนักเบาเพียง 78 กรัม เท่านั้น

นอกจากซีรีส์ GT แล้ว RayNeo ยังคาดว่าจะเปิดตัวแว่นถ่ายภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI เจเนอเรชันใหม่ในชื่อ V4 ในงานเปิดตัวเดียวกันนี้ในปลายเดือนพฤษภาคมอีกด้วย

อนาคตของความบันเทิงในรูปแบบ AR: น่าจับตาแค่ไหน?

จากฟีเจอร์ที่ RayNeo GT Max นำเสนอ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ RayNeo ที่ต้องการยกระดับแว่น AR ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการใช้งานทั่วไป สู่การเป็นอุปกรณ์ความบันเทิงระดับไฮเอนด์ที่สามารถเทียบเคียงประสบการณ์โรงภาพยนตร์ได้ในมือคุณ การที่สามารถรองรับ Dolby Vision และระบบเสียงที่ปรับแต่งโดย Bang & Olufsen ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ RayNeo GT Max แตกต่างและน่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์หรือสื่อแบบส่วนตัวด้วยคุณภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังบนเครื่องบิน หรือการสร้างโรงภาพยนตร์ส่วนตัวในบ้าน แว่น AR รุ่นนี้มีศักยภาพที่จะตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว เราคงต้องรอดูราคาและการวางจำหน่ายจริง ว่าจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างขวางเพียงใด แต่เชื่อว่านี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของเทคโนโลยี AR ในอนาคตอย่างแน่นอน

ที่มา: gizmochina.com

krapalm

สวัสดีครับ ผมกระปาล์ม (@krapalm) เจ้าของบล็อกแห่งนี้ครับ พื้นที่ตรงนี้คือบล็อกส่วนตัวเล็กๆ ที่ผมตั้งใจปัดฝุ่นกลับมาเขียนใหม่ เพื่อหยิบเอาข่าวสารวงการไอที เทคโนโลยี และสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังแบบสบายๆ วันละข่าวสองข่าว แม้ปัจจุบันผมจะประจำการหลักอยู่ที่ digitalmore.co แต่ก็ยังรักที่จะมีพื้นที่ตรงนี้ไว้อัปเดตเทรนด์กับทุกคนครับ

ดูบทความทั้งหมด →