Skip to content
Home » Tech » LG เปิดตัว Sound Suite ระบบเสียงพรีเมียม จัดวางลำโพงอิสระ ปรับเสียงด้วย AI

LG เปิดตัว Sound Suite ระบบเสียงพรีเมียม จัดวางลำโพงอิสระ ปรับเสียงด้วย AI

LG Sound Suite

LG Electronics ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งในวงการเครื่องเสียงภายในบ้าน ด้วยการเปิดตัว LG Sound Suite ระบบเสียงโฮมเธียเตอร์ระดับพรีเมียมใหม่ล่าสุดในประเทศเกาหลีใต้ โดยมุ่งเน้นการมอบประสบการณ์เสียงรอบทิศทางที่เหนือระดับทั่วทั้งบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องยุ่งยากกับการเดินสายลำโพงแบบเดิมๆ ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การรับชมภาพยนตร์ กีฬา การสตรีมเพลง และการดูทีวีทั่วไป ซึ่งเคยเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2026 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

องค์ประกอบหลักและรูปแบบการจัดวางที่ยืดหยุ่น

LG Sound Suite ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 4 ชิ้น ที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างมิติเสียงที่สมบูรณ์แบบ ได้แก่

  • Soundbar H7: ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการควบคุมและประมวลผลเสียงด้วย AI
  • ลำโพงเซอร์ราวด์ M7 และ M5: ออกแบบมาให้วางในตำแหน่งต่างๆ ของห้องได้อย่างอิสระ เพื่อสร้างเวทีเสียงที่กว้างขึ้นและสมจริง
  • ซับวูฟเฟอร์ W7: รับผิดชอบเสียงความถี่ต่ำ ให้เบสที่หนักแน่นและลึกซึ้ง

LG ระบุว่าระบบนี้รองรับการจัดวางได้มากถึง 50 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้เลือกใช้ Soundbar เป็นศูนย์กลาง ซึ่งรองรับได้ 28 รูปแบบ หรือใช้ร่วมกับ LG TV ซึ่งรองรับได้ 22 รูปแบบ การจัดวางที่ใหญ่ที่สุดคือการใช้ Soundbar H7 ร่วมกับลำโพงเซอร์ราวด์ M7 จำนวน 4 ตัว และซับวูฟเฟอร์ W7 ซึ่งให้เอาต์พุตเสียงแบบ 13.1.7 แชนเนล เพื่อประสบการณ์เสียงรอบทิศทางเต็มรูปแบบ

เทคโนโลยีเสียงอัจฉริยะเพื่อประสบการณ์เหนือระดับ

หัวใจสำคัญของ LG Sound Suite คือเทคโนโลยีเสียงอันชาญฉลาดที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงและประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้น

  • Dolby Atmos FlexConnect: เทคโนโลยีนี้จะระบุตำแหน่งการจัดวางของลำโพงแต่ละตัวโดยอัตโนมัติ และปรับเอาต์พุตเสียงให้เหมาะสม ทำให้ผู้ใช้สามารถวางลำโพงได้อย่างอิสระทั่วห้องโดยไม่สูญเสียความแม่นยำของเสียงรอบทิศทาง ฟีเจอร์นี้ทำงานร่วมกับ LG TV รุ่นพรีเมียมปี 2025 และ 2026 เพื่อการซิงค์เสียงที่สมบูรณ์แบบ
  • Sound Follow: ใช้เทคโนโลยีไร้สาย Ultra-Wideband (UWB) และแอปพลิเคชัน LG ThinQ เพื่อตรวจจับตำแหน่งของผู้ฟัง จากนั้นระบบจะปรับเสียงเพื่อให้ผู้ใช้ได้ยินเสียงจากตำแหน่งการฟังที่ดีที่สุด
  • Room Calibration Pro: ทำการวิเคราะห์ขนาด รูปแบบ และคุณลักษณะทางอะคูสติกของห้อง จากนั้นระบบจะปรับเอาต์พุตเสียงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ติดตั้ง
  • ชิปประมวลผล AI Alpha11 เจเนอเรชันที่สาม: เป็นขุมพลังขับเคลื่อนของระบบ ด้วย AI Sound Pro+ ที่สามารถระบุเสียงพูด ดนตรี และเอฟเฟกต์เสียง จากนั้นปรับระดับเพื่อให้เล่นเสียงได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ AI Upmix ยังช่วยขยายเสียงจากแชนเนลต่ำให้เป็นเอาต์พุตหลายแชนเนล ทำให้ลำโพงทั้งหมดในระบบถูกใช้งานอย่างเต็มที่

ระบบยังมาพร้อมกับไดรเวอร์เสียงพรีเมียมคุณภาพสูงที่ให้เสียงแหลมและเสียงต่ำที่สมดุล รองรับการสตรีมไร้สายผ่าน Wi-Fi และ Bluetooth พร้อมโหมดการฟังแบบสเตอริโอและแบบสแตนด์อะโลน

ราคาและการวางจำหน่าย

LG จะเริ่มวางจำหน่าย LG Sound Suite ในประเทศเกาหลีใต้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 เป็นต้นไป ผ่านช่องทาง LGE.COM และร้านค้าปลีก LG Best Shop

  • Soundbar H7: ราคา 1,299,000 วอน (ประมาณ 880 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 80,650 รูปี)
  • ซับวูฟเฟอร์ W7: ราคา 799,000 วอน (ประมาณ 541 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
  • ลำโพงเซอร์ราวด์ M7: ราคา 549,000 วอน (ประมาณ 372 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
  • ลำโพงเซอร์ราวด์ M5: ราคา 449,000 วอน (ประมาณ 304 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

มุมมองจากบรรณาธิการ

LG Sound Suite ดูเหมือนจะเป็นก้าวสำคัญของ LG ในการยกระดับประสบการณ์โฮมเธียเตอร์ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการผสาน AI เข้ากับการออกแบบที่เน้นความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดวางลำโพงอีกต่อไป และยังคงได้เสียงรอบทิศทางที่สมจริง เทคโนโลยีอย่าง Dolby Atmos FlexConnect และ Sound Follow แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่แท้จริงที่ช่วยแก้ปัญหา Pain Point ของผู้ใช้งานได้อย่างตรงจุด สำหรับผู้ที่มองหาระบบเสียงพรีเมียมที่ให้คุณภาพเสียงสูงสุด ควบคู่ไปกับความสะดวกสบายในการใช้งานและจัดวางที่ไร้ข้อจำกัด LG Sound Suite ถือเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง แม้ราคาจะอยู่ในระดับไฮเอนด์ แต่ฟีเจอร์และเทคโนโลยีที่ให้มานั้นก็คุ้มค่ากับการลงทุนสำหรับคอหนังและคนรักเสียงเพลงอย่างแท้จริง

ที่มา: gizmochina.com

krapalm

สวัสดีครับ ผมกระปาล์ม (@krapalm) เจ้าของบล็อกแห่งนี้ครับ พื้นที่ตรงนี้คือบล็อกส่วนตัวเล็กๆ ที่ผมตั้งใจปัดฝุ่นกลับมาเขียนใหม่ เพื่อหยิบเอาข่าวสารวงการไอที เทคโนโลยี และสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังแบบสบายๆ วันละข่าวสองข่าว แม้ปัจจุบันผมจะประจำการหลักอยู่ที่ digitalmore.co แต่ก็ยังรักที่จะมีพื้นที่ตรงนี้ไว้อัปเดตเทรนด์กับทุกคนครับ

ดูบทความทั้งหมด →