ในโลกของสมาร์ทโฟนเรือธงที่การแข่งขันดุเดือด เรื่องของ แบตเตอรี่ Galaxy S26 Ultra กำลังเป็นที่จับตา เมื่อผลการทดสอบล่าสุดจาก Tech Droider ชี้ให้เห็นว่าแม้ Samsung จะพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งานแบตเตอรี่ของ Galaxy S26 Ultra ให้ดีขึ้นจากรุ่นก่อน แต่ก็ยังคงต้องเร่งเครื่องตามคู่แข่งจากฝั่งจีนที่เลือกใช้กลยุทธ์แบตเตอรี่ความจุสูงเพื่อความอึดที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
กลยุทธ์ที่แตกต่าง: Samsung เน้นประสิทธิภาพ, คู่แข่งเน้นความจุ
เป็นเวลากว่าครึ่งทศวรรษแล้วที่ Samsung ไม่ได้เพิ่มความจุแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟน Galaxy S ซีรีส์เรือธงระดับท็อปมากนัก โดย Galaxy S20 Ultra ที่เปิดตัวในปี 2020 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 5,000mAh และตัวเลขนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงใน Galaxy S26 Ultra รุ่นล่าสุดแทนที่การเพิ่มความจุ Samsung เลือกที่จะพึ่งพาการปรับปรุงประสิทธิภาพจากชิปเซ็ต Snapdragon รุ่นใหม่ล่าสุด ควบคู่ไปกับการปรับแต่งซอฟต์แวร์ใน One UI 8.5 เพื่อให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น
ในทางกลับกัน แบรนด์สมาร์ทโฟนจีนอย่าง Xiaomi, OnePlus และ Honor กลับเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขานำชิปเซ็ตเดียวกันมาจับคู่กับแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูง ความจุมากกว่า 7,000mAh ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบด้านฮาร์ดแวร์ที่สำคัญ
ผลการทดสอบความอึดของแบตเตอรี่ Galaxy S26 Ultra และคู่แข่ง
เพื่อตอบคำถามว่า แบตเตอรี่ Galaxy S26 Ultra จะยืนหยัดเทียบกับคู่แข่งได้ดีแค่ไหน การทดสอบจาก Tech Droider ได้จำลองการใช้งานจริงแบบผสมผสาน ซึ่งประกอบด้วยการท่องเว็บ, เล่นวิดีโอ, เล่นเกม, และการใช้งานกล้อง
- Samsung Galaxy S26 Ultra: ใช้งานได้ยาวนาน 9 ชั่วโมง 8 นาที
- Samsung Galaxy S25 Ultra (รุ่นปีก่อน): ทำได้ประมาณ 8 ชั่วโมง 40 นาที (แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่ดีขึ้น)
- iPhone 17 Pro Max: ใช้งานได้ 9 ชั่วโมง 41 นาที
- Xiaomi 17 Pro Max: ใช้งานได้นานกว่า 10 ชั่วโมง
- OnePlus 15: โดดเด่นที่สุดด้วยระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง 31 นาที
ความแตกต่างของระยะเวลาการใช้งานที่เห็นได้ชัดเจนนี้ไม่ยากที่จะอธิบาย เพราะขนาดของแบตเตอรี่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดย OnePlus 15 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 7,300mAh และเรือธงของ Xiaomi มีแบตเตอรี่ขนาด 7,500mAh ด้วยความจุที่ได้เปรียบกว่าถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ การที่แบตเตอรี่อึดกว่าจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจมากนัก
อนาคตของแบตเตอรี่ Samsung: ความหวังใหม่จากวัสดุ Silicon-Carbon
แนวโน้มนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี การปรับปรุงประสิทธิภาพช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อคู่แข่งกำลังเพิ่มความจุแบตเตอรี่ดิบขึ้น 30-40 เปอร์เซ็นต์ Samsung เองก็ได้ส่งสัญญาณว่าอาจนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบซิลิคอน-คาร์บอน (silicon-carbon) มาใช้ในรุ่นอนาคต ซึ่งจะช่วยให้สามารถใส่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดหรือน้ำหนักของตัวเครื่อง หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง สมดุลการแข่งขันด้านความอึดของแบตเตอรี่ก็อาจเปลี่ยนไป สำหรับตอนนี้ Galaxy S26 Ultra จึงยังคงเป็นสมาร์ทโฟนที่แข่งขันได้ดี แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นผู้นำในด้านความอึดของแบตเตอรี่
แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ยังคงได้เปรียบ
จากผลการทดสอบ เราจะเห็นได้ว่าแม้ Samsung จะพยายามอย่างหนักในการปรับปรุงประสิทธิภาพของ Galaxy S26 Ultra ทั้งจากชิปเซ็ตและซอฟต์แวร์ ทำให้แบตเตอรี่อึดขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า แต่ในท้ายที่สุดแล้ว “ขนาด” ของแบตเตอรี่ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระยะเวลาการใช้งานจริงในมือผู้บริโภค หากมองในมุมของผู้ใช้งานที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่อึดทนทานสำหรับการใช้งานหนักตลอดวัน แบรนด์จีนที่เน้นความจุแบตเตอรี่สูงยังคงได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม หาก Samsung สามารถนำเทคโนโลยีซิลิคอน-คาร์บอนมาใช้ได้จริงในอนาคต นั่นจะเป็นก้าวสำคัญที่อาจพลิกโฉมการแข่งขันด้านแบตเตอรี่ให้กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง.
ที่มา: gizmochina.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เผยข้อมูล Honor Magic 9 Pro อาจมาพร้อมกล้องหลังคู่ 200MP พร้อมเลนส์ Periscope
- Redmi K90 Ultra ส่อแววเลื่อนเปิดตัวไปเมษายน หลังหลุดสเปกจัดเต็ม Dimensity 9500
- ซัมซุงยกระดับ “Galaxy for the Planet” ประกาศเป้าหมายใหม่ถึงปี 2030 หลังพิชิตความสำเร็จปี 2025 แล้ว
- Xiaomi เปิดตัว Mijia Vertical Study Lamp 2 โคมไฟอัจฉริยะเน้นถนอมสายตาและฟังก์ชัน AI เต็มรูปแบบ